ท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่า สิ่งที่ควรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มักถูกหยิบยกมา เป็นเชื้อเพลิง ให้กับกองทัพ การตีความคัมภีร์ ในลักษณะที่แข็งกร้าว ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในประวัติศาสตร์ ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องไกลตัว ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ของมนุษยชาติทุกคนในวงกว้าง
ผู้เชี่ยวชาญด้าน ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบความจริงที่น่ากังวลว่า องค์กรทหารหลายแห่ง จงใจใช้ศาสนา เพื่อกระตุ้นจิตวิญญาณ ให้เหล่านักรบ อาทิเช่น การที่สถาบันเตรียมทหาร ที่มีแนวคิดสุดโต่ง ซึ่งมีอิทธิพลต่อ โครงสร้างกองทัพ จนกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็น การอ้างสิทธิ์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพื่อลดความลังเลใจในการใช้กำลัง
จุดร่วมที่น่าสนใจ ในการนำศาสนามาใช้ มีประเด็นหลักคือ:
เหตุใดมนุษย์จึง ตกหลุมพราง อุดมการณ์สุดโต่ง เหล่านี้ได้ง่าย? งานวิจัยทางสังคม ระบุว่ามนุษย์มีแนวโน้ม หาเหตุผลมาสนับสนุน ความโกรธแค้นของตน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Motivated Reasoning เมื่อเราถูกทำให้รู้สึก เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่บริสุทธิ์ เราจะยอมรับความรุนแรงต่อ ฝ่ายที่เห็นต่าง โดยไม่ตั้งคำถาม เพราะความรู้สึกปลอดภัยจากอัตลักษณ์กลุ่ม
อย่างไรก็ตาม หลักการที่แท้จริง มักเน้นเรื่อง การก้าวข้ามความเกลียดชัง ซึ่งความเชื่อที่บริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องทำร้ายใคร เพื่อพิสูจน์ความจริงของตน การฝึกจิตใจให้รู้เท่าทัน คือทางออกที่สำคัญ ที่จะช่วยให้เรา ไม่ตกเป็นเครื่องมือ ในเกมการเมือง ที่อาศัยศาสนาเป็นฉากหน้า
เพื่อให้เรา สามารถจำแนก ข้อมูลทางศาสนาเหล่านั้น เป็นไปเพื่อสันติ นี่คือข้อสังเกต ที่สำคัญ:
ท้ายที่สุดแล้ว ดูสรุปได้ที่นี่ ความเชื่อควรเป็น แสงสว่างนำใจ ให้เราพ้นจาก ความเกลียดชังและความทุกข์ ไม่ใช่การถูกใช้ เป็นดาบสังหาร เพื่อรับใช้ ผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มคน การนับถือศาสนา ควบคู่ไปกับปัญญา จึงเป็นหนทางเดียว ที่จะสร้าง โลกที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ให้เป็นจริงได้ในยุคปัจจุบัน